Showing posts with label DIARY. Show all posts
Showing posts with label DIARY. Show all posts

6.01.2015

Diary: ประสบการณ์ shopping online เก๋ๆกับเว็บ luxola

ปกติเราจะช้อปออนไลน์ก็ต่อเมื่อมันมีบริการเก็บเงินปลายทางเท่านั้น เพราะมันสะดวกดี
คราวนี้ก็ได้มีโอกาสช้อปกับเว็บ luxola ซึ่งเป็นเว็บช้อปปิ้งเครื่องสำอางแบรนด์ต่างๆ
ซึ่งก็เข้าทางชะนีอย่างเรามากๆ การบ้งการบ้านอะไรไม่ต้องทำแล้ว ซื้อของก่อน 55555 (ผิดๆๆ)
ถ้าเราสั่งก่อนบ่าย3โมงก็จะได้ของวันเดียวกันเลย  แต่ถ้าหลังจากนั้นก็จะได้ของภายใน1-2วันนับจากวันที่สั่งซื้อ
ซึ่งก็ถือว่าเร็วอยู่ดี ชอบๆ :D อะเราก็จัดแจงสั่งของที่อยากได้ไป 
แล้วก็จะมีอีเมล์ที่บอก order no. แล้วก็วันและเวลาที่จัดส่งโดยประมาณส่งมาให้
เค้าบอกว่าจะมาส่งวันที่ 28/05/2015 ภายในเวลา 9:00-18:00 ก็รอดูว่าจะจริงไหม 
วันต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาถามเรื่องรายละเอียดที่อยู่บ้าน พวกจุดสังเกตอะไรแบบนี้ 
แล้วก็บอกว่าของจะไปถึงประมาณช่วงบ่ายของพรุ่งนี้นะคะ โอเคเราก็รอไป
จนของมาส่งถึงบ้านประมาณ5โมงกว่าๆของวันที่28พ.ค.ที่ผ่านมา 
ถือว่าโอเคเลย อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนดพอดีเป๊ะ 5555 

ซองมีตัวกันกระแทกอย่างดี ของข้างในไม่มีแตกหัก สภาพ100% ดีงามค่ะ

 นอกจากนี้ยังมาพร้อม gift card ให้เอาไว้ช้อปในโอกาสต่อไปอีกด้วย

และนี่ก็คือของที่เราอยากได้มานานแสนนานแต่เพิ่งมาตัดสินใจซื้อวันนี้
ประกอบไปด้วย lipstick ของ Passion Ville สี Moon Viewing in Japan
และหวี Tangle Teezer รุ่น Compact Shuan the Sheep

เจ้าหวีนี่เราเล็งไว้นานแล้ว พอมาลองใช้แล้วก็ชอบมากค่ะ
หวีผมพันกันแล้วไม่เจ็บ หวีตอนผมเปียกก็ดี๊ดี แถมพกพาง่าย ลายก็น่ารัก
ดีล่ะ ต่อไปนี้ฉันจะได้เลิกพกหวีอันละ20บาทซะที!! 555555

สีนี้เป็น limited edition นะคะ ซึ่งกล่องลายน่ารักมาก แต่เราทำหาย ToT
ตอนแรกก็คิดว่ามันจะใช้ดีแค่ไหนกันเชียว พอลองปาดไปเบาๆ เห้ยสีแซบมาก
ไม่ทำให้ปากแห้ง แถมติดทนนานด้วย โอ้ยรักเลยยยย

สรุปนะคะ เว็บนี้เป็นเว็บช้อปปิ้งเครื่องสำอางที่ดีมาก มีให้เลือกหลากหลาย
แบรนด์ที่ยังไม่นำเข้าไทยอย่างเป็นทางการก็มีขายในนี้ ราคาก็ไม่แพงมากด้วย
รับประกันว่าได้ของแท้แน่นอน ไม่ต้องเสี่ยงเลย
และ และ และ ใครที่อยากช้อปบ้าง เรามีโค้ดส่วนลดมาแจกค่ะ
ใส่ TLX_PEAR เข้าไปในช่อง promo code ตรงหน้าสั่งซื้อได้เลย ได้ลด20%เชียวนะ
แล้วจะมัวรออะไรกันอยู่ละคะ ช้อปโลด คลิกที่นี่เลย

ปล. โค้ดใช้ได้ถึงวันที่ 31/06/2015 และใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ 
ใช้ on top สินค้าที่มีส่วนลดอยู่แล้วบนเว็บได้หมดเลย 
แต่ยกเว้นกับแบรนด์ Sigma Beauty, SK-II, Laura Mercier เเละ Zoeva
วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ สัปดาห์แห่งการประกาศผลมาเยือนแล้ว เฮือกกกกกก สวัสดีค่ะ

5.02.2015

Diary: ภาพประทับใจที่ Cloud47 Bar&Bistro @ United Center Silom

เคยฝันไว้ค่ะว่าอยากไปนั่ง rooftop bar หรือ sky bar แล้วนั่งมองวิวกรุงเทพยามค่ำคืนเพลินๆ
แล้วฝันนั้นก็เป็นจริงค่ะ เมื่อคืนได้มีโอกาสไปที่ Cloud47 ตึกยูไนเต็ดเซ็นเตอร์สีลม (ส่วนที่เป็นออฟฟิศ)
ทีแรกไม่กล้าไปเพราะคิดว่ามันต้องแพงแน่ๆ เอาเข้าจริงก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดเลยค่ะ
ถ้าแลกกับวิวที่สวยมากและพนักงานที่บริการดีมากตั้งแต่ชั้นล่างจนขึ้นมาถึงร้าน

มาถึงก็ได้นั่งริมระเบียงแต่เป็นโต๊ะเก้าอี้เตี้ยธรรมดา เลยถามพี่พนักงานว่าขอเปลี่ยนไปนั่งโต๊ะสูงได้ไหม
พี่เขาก็ขอไปเช็คก่อนแล้วก็จัดแจงพาเราไปโต๊ะริมระเบียงที่อยู่มุมสุด ซึ่งเราตกลงทันทีเลย
คือมาคนเดียวก็อยากมานั่งหลบมุมแบบนี้แหละ ไม่อยากสุงสิงกับใครมาก
แล้วพี่พนักงานก็ถามว่านั่งตรงนี้เราไม่ร้อนเหรอ เราก็บอกไม่ร้อนค่ะโอเคเลย
คือดีอะ ใส่ใจลูกค้าดีมาก ชอบ :D ก็เริ่มนั่งชิวตั้งแต่5โมงกว่าๆ

กวาดสายตาดูเมนูไป ไอ้โน่นลองแล้ว ไอ้นี่ก็ลองแล้ว ก็เลยเลือกสั่ง Blue Kamikaze ไป
เพราะยังไม่เคยลองและคุ้นชื่อที่สุด ใสๆเบาๆค่ะ (แล้วอีเบียร์สิงห์ก่อนหน้านี้คือ?) 
แก้วนี้ราคา290บาทค่ะ ไม่มีบวกเพิ่ม ถือว่าโอเคมากๆเลย 
ดูจากภาพก็น่าจะรู้ว่ามีความสุขแค่ไหน จิบเครื่องดื่มเย็นๆ มองวิวกรุงเทพในมุมกว้างแบบนี้ไปพลางๆ
ฟินจนนั่งยิ้มตลอด แต่ไม่ได้เมานะเออ สติยังดีอยู่ 55555

พี่พนักงานคนนึงเห็นเราพยายามเซลฟี่อยู่เค้าก็เลยอาสามาถ่ายรูปให้ ขอบคุณนะคะ :D
ตอนแรกเกรงใจ แต่พี่เค้าบอกไม่เป็นไรให้ถ่ายหลายๆรูปก็ได้ น่ารักจริงๆ 5555
คัดเลือกมาแล้วชอบรูปนี้ที่สุด ได้อารมณ์ทั้งชิวทั้งเหงาในเวลาเดียวกันเลย :p
ทีแรกพี่เค้าเห็นเรานั่งคนเดียวก็มาถามว่ามาดื่มคนเดียวเหรอ นี่ก็บอกใช่ค่ะ
สงสัยคนส่วนใหญ่มากับเพื่อนกันมั้งเค้าเลยถาม แต่ฟีลลิ่งเมื่อคืนคืออยากไปคนเดียวมากกว่า 

พอฟ้าเริ่มมืดก็จะเริ่มเห็นแสงสี ได้อารมณ์ไปอีกกกก ชอบ คือเราชอบแสงสีแต่ไม่ชอบที่อโคจรอะ
ซึ่งที่นี่ก็ตอบโจทย์มากๆ เป็นแบบ open-air ซึ่งลมพัดแรงมาก รู้สึกเหมือนหัวจะหลุด 55555

อันนี้วิวตอน18:45 ยังไม่มืดมากเท่าไหร่

18:47 เริ่มมืดนิดนึงแล้ว

ตอน18:52เพอร์เฟ็กต์ที่สุดเลยค่ะ เพิ่งรู้ว่าแสงสีในกรุงเทพยามค่ำคืนจะสวยขนาดนี้
จริงๆตอนทุ่มนึงพอดีน่าจะสวยที่สุด แต่มันมืดเกินกว่าจะถ่ายได้แล้ว แต่ถ้าใครมีกล้องดีๆมาก็เชิญเลยค่ะ

บอกตรงๆว่าฟินมากกับที่นี่ ถ้ามีโอกาสจะมาอีกแน่นอน ติดใจบรรยากาศ การดูแลของพนักงาน และรสชาติเครื่องดื่ม คราวหน้าว่าจะลองอะไรที่เป็น signature ของที่นี่ดูบ้าง
จริงๆจุดประสงค์หลักของการมาที่นี่คือปล่อยผีก่อนสอบมิดเทอมนั่นเอง 55555 
แต่ถามว่าเมาไหม ก็ไม่นะคะ ก็ยังเดินกลับไปสีลมคอมเพล็กซ์ได้สบายๆ
ก่อนหน้านี้หลังหมดแก้วใหม่ๆยอมรับว่ามึนเล็กน้อย แต่พอไปเข้าห้องน้ำเสร็จก็หายแล้ว
สติกลับมาเต็มร้อยเหมือนคนไม่ได้ดื่ม เย้ :D

เราคิดเสมอว่าถ้าดื่มแล้วคุมสติได้ ไม่ได้ไปทำอะไรเดือดร้อนคนอื่นก็ดื่มไปเถอะค่ะถ้ามีความสุข จริงๆ
หลังดื่มก็ทาครีมบำรุงจัดหนักและทาอายครีมนิดนึง ตื่นมาหน้าจะได้ยังโอเคอยู่ 5555
วันนี้ก็ขอจบการบ่นเพียงเท่านี้แหละค่ะ บ้ายบายยยย

3.17.2015

Diary: แชร์ประสบการณ์สอบSAT

ที่จริงไปสอบมาตั้งแต่ 24 มกราคมเมื่อต้นปีแล้ว แต่เพิ่งมีอารมณ์เขียน เนื่องจากทำใจอยู่นาน 5555
คะแนนที่ได้นั้นค่อนข้างจะต่ำมากค่ะ จึงไม่ต้องห่วงว่าอ่านแล้วจะรู้สึกเครียดหรือกดดัน
วิธีการสมัครก็คือกรอกข้อมูลไปเรื่อยๆจนถึงหน้าชำระเงิน จ่ายด้วยบัตรเครดิต
จากนั้นก็ปริ้นท์ admission ticket ออกมา เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในวันสอบ อย่าลืมล่ะ
อย่าตกใจถ้าใน admission ticket นั้นบอกแค่โรงเรียน ไม่บอกรายละเอียดว่าตึกอะไร ชั้นอะไร
และไม่บอกระยะเวลาสอบ!! บอกแค่ว่าต้องไปถึงที่โรงเรียนนั้นก่อนกี่โมง ตามนั้นค่ะ

เราเลือกไปสอบที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ไปถึงก็จะมีป้ายชี้ว่าสอบSATไปทางไหน
เดินไปเรื่อยๆจนถึงโรงอาหาร ก็ไม่มีใครมาชี้แจงอะไร ทุกคนนั่งกองกันอยู่ที่นั่น
จนสักพักก็มีคนมาเรียกให้ไปต่อแถว โดยจะเรียกคนที่สอบSAT Subjectออกไปก่อน
จากนั้นจึงค่อยเรียกคนที่สอบSATธรรมดาออกไป (คนมาเรียกดุโคตรๆค่ะ T_T 55555)
เตรียมticketกับบัตรประชาชนให้พร้อม เค้าจะตรวจรอบนึงก่อนขึ้นบันไดไปที่ห้อง
ขึ้นบันไดไปเสร็จก็รับบัตรคิวแล้วเค้าจะบอกเองว่าให้ไปที่ห้องไหน
ถึงหน้าห้องก็ตรวจบัตรประชาชนกับticketอีกรอบแล้วก็ไปนั่งตามที่คนคุมสอบบอก
จากนั้นก็ฟังกฎกติกาในการสอบบลาๆๆๆ เสร็จปุ๊ปก็เริ่มสอบได้
โดยพาร์ทแรกจะเป็นพาร์ทเขียน (สมองยังไม่ตื่นเลยว้อย นึกไม่ออก) แต่ก็แรพไปได้สิบกว่าบรรทัด 
ซึ่งถือว่าน้อยมากในการเขียน essay ที่ดี ต่อไปก็จะเป็น reading สลับกับ math ไปเรื่อยๆ
พาร์ทreadingก็วางเครื่องคิดเลขไว้บนพื้น พอถึงmathค่อยหยิบขึ้นมาใช้
จนsectionท้ายๆเริ่มล้า มั่วreadingโลด เพราะใช้แค่mathอย่างเดียว
จนมาสำนึกได้ทีหลังว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ แต่readingของSATโหดจริงค่ะ ยาวเฟื้อย
math ก็ยากบ้างง่ายบ้าง แต่ก็คิดทุกข้อและมั่นใจมากว่าทำถูกแน่ๆ หึหึ
แล้วก็เขาค่อนข้างเป๊ะเรื่องเวลานะคะ เช่นเริ่มสอบ9:07โมง เวลาสอบ30นาทีก็จะบอกหมดเวลาที่9:37
ซึ่งก็ถือว่าแฟร์ดี ให้เวลาตามนั้นจริงๆ ไม่ใช่เลทแล้วเลทเลยฉันไม่สนงี้
ที่ห้องสอบมีดินสอกับกบเหลาให้ยืมใช้ แต่ไม่ต้องถึงขั้นไม่เตรียมไปเลยนะคะ อันนั้นเกินไป 55555
สอบเสร็จก็ลงมาจากห้องด้วยความเหนื่อยล้าแล้วก็ไปหาอะไรกินต่อ (นั่น) 

พอคะแนนออกปุ๊ปช็อคค่ะ ไม่ถึงเกณฑ์อีกแล้ว แต่ก็ค่อนข้างชินและชา .___. 
แต่พอพ่อแม่มาถามทีบ่อน้ำตาแตก 5555 แต่เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็ให้กำลังใจดี
ที่คิดว่าทำได้ทำแ_งทำไม่ได้อีกละ สงสัยช่วงนั้นดวงตกเรื่องสอบ (โทษไปนู่น 55555)
จากที่เล่าเรื่องคะแนนมาทั้งหมดน่าจะเอาไปทำต่ำกว่าเกณฑ์เดอะซีรี่ส์ได้แล้ว ฮือๆๆๆๆ
คะแนนmathเลขสวยดี แต่อย่าลืมว่าส่วนใหญ่เค้าเอาขั้นต่ำ550+กันทั้งนั้น เลขชักจะไม่สวยแล้วสิ
readingก็คิดว่าไม่น่าซุยไปเลย น่าจะอ่านบ้าง เผื่อได้มากกว่านี้ writingช่างมันค่ะ 55555

ใครที่จะไปสอบก็ขอให้ตั้งใจกันมากๆนะคะ ทำให้เต็มที่ อย่าเพิ่งมั่วอย่าเพิ่งข้าม ค่าสอบไม่ใช่ถูกๆเลย
นี่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วต้องเปลี่ยนตัวเอง ตั้งใจเรียนมากขึ้น
ช่วงมัธยมหรืออะไรที่สอบไปแล้วมันกลับไปแก้ไม่ได้ ทำใจอย่างเดียว
ตอนนี้ก็เลยตัดสินใจลงเรียนpre-collegeที่MUICไปนี่แหละค่ะ หวังว่าจะช่วยเราได้ ฮึบบบบ สู้!!

1.08.2015

Diary: แชร์ประสบการณ์สอบCU-TEP

เมื่อ21ธันวาคมที่ผ่านมาแพรไปสอบCU-TEPมาค่ะ ตอนนั้นยังหายไข้ไม่สนิทเลย
ไปสอบทั้งๆที่ยังไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ห้องสอบหนาวมากจนไข้ขึ้นอีกรอบ ทรหดที่สุดอะ
มาถึงตอนให้ขึ้นห้องสอบพอดี สายทุกงานค่ะบอกแล้ว 55555 ไปถึงก็ต้องวางของทุกอย่างไว้หน้าห้อง อุปกรณ์เครื่องเขียนข้างในมีให้ (ยางลบลบไม่สะอาดเลย TT) พอตรวจเสร็จว่าไม่แอบเอาอะไรที่ห้ามเอาเข้าไปแล้วก็เข้าไปนั่งได้ รอสักแปปก็เริ่มสอบค่ะ เริ่มจากพาร์ทฟังก่อน อันนี้ให้จดได้ แต่เราก็ไม่จด
ไม่ใช่ว่าเก่งอะไรหรอกนะ ถ้าจดแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง แยกประสาทไม่ได้ เลยต้องตั้งใจฟังอย่างเดียว
บางอันมาแบบยาวมาก แต่สติยังไม่หลุด ยังอยู่ดี มีดมยาดมบ้างเล็กน้อย 55555 
แล้วก็ต่อด้วยพาร์ทอ่านถ้าจำไม่ผิด เกลียดพาร์ทนี้ที่สุดเลย ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ
แรกๆก็อ่านแล้วค่อยมาทำแหละ หลังๆเริ่มไม่ทัน เลยอ่านโจทย์ก่อนค่อยมาควานหา
แถมอ่านไปอ่านมาเวียนหัวจะอ้วก แต่ก็ทนไว้ จะหมดแล้วอีกนิดเดียว T_T
สุดท้ายจบที่พาร์ท error ก็ไม่ชอบอันนี้เหมือนกัน ยากกว่าที่เคยลองทำพอสมควรเลย
พอหมดเวลาปุ๊ปความเครียดหายไปปั๊ปเลยค่ะ แต่ความง่วงและเพลียเข้ามาแทนที่
เดินเป็นวิญญาณไปขึ้นรถกลับบ้าน แต่ก็คิดว่าตัวเองพอทำได้นี่หน่า

พอคะแนนออกถึงได้รู้ว่าอุ่ย คิดไปเองว่าทำได้ 55555 แล้วรู้คะแนนตอนไปเที่ยวด้วย แย่ชะมัดเลย
พาร์ทฟังถือว่าดีงาม พาร์ทอ่านไม่ถึงครึ่ง อายมาก T_T และerrorเกินครึ่งมา1คะแนน
รวมแล้วไม่ถึงครึ่ง สงสัยเพราะไม่สบายด้วยละมั้งเลยออกมาเป็นแบบนี้
ทำให้ทำได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร อีกส่วนคือโง่เอง 55555 เหมือนเดิมค่ะ ไม่ผ่านเกณฑ์
จริงๆเกือบเป็นบ้าไปแล้ว จะไปยื่นที่ไหนได้อีกเนี่ย รู้สึกหมดหวังมากๆ
แต่ก็จะไปสอบใหม่อีกรอบเผื่ออินเตอร์มีเปิดรอบ2 ไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก ฮึ่ย
ขอจบการระบายเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ -/\-

**เพิ่มเติม วันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเราไปสอบมาอีกรอบนึงค่ะ ได้คะแนนดีขึ้นพอสมควร
พาร์ทฟังได้เยอะขึ้น พาร์ทอ่านทำทันคะแนนเกินครึ่ง ส่วนerrorนี่เท่าเดิมเป๊ะ อะไรวะ 55555
พาร์ทอ่านนี่ต้องขอบคุณTOEICมากเลยที่ทำให้เราได้ฝึกแรพก่อนที่จะมาสอบอันนี้อีกรอบ
แต่ทุกคนรู้ใช่ไหมคะว่า ณ เวลานั้นทั้งเกษตรฯและจุฬาฯที่ใช้ตัวนี้ได้ปิดรับสมัครไปหมดแล้ว .___.
แต่ก็ยื่นไม่ได้อยู่ดีเพราะSAT mathไม่ถึงเกณฑ์ ชีวิตเศร้าได้อี๊กกก 
แต่เราก็จะสู้ต่อไปค่ะ หน้าด้านเข้าไว้ มีคะแนนอะไรอยู่ในมือ ที่ไหนไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำยื่นไปเลยอย่าไปกลัว
เดี๋ยวรอปิดเทอมจะเอาคะแนนหลายๆตัวมาเม้าท์ แปลกเนอะคนอื่นเค้าต้องได้คะแนนดีถึงจะมา
อันนี้ได้ห่วยแตกแค่ไหนก็จะมาเขียน 5555 คนอ่านจะได้รู้สึกไม่เครียดไม่กดดัน
ไปดีกว่า ฟิ้วววววววว

Diary: เม้าท์เรื่องคะแนนGAT PATรอบ1/2558และ2/2558

รีบมาเขียนก่อนไม่มีเวลาเพราะเดือนนี้สอบทั้งเดือนเลย ฮืออออออ TT
อย่างที่รู้กันว่าเด็ก58เกือบทุกคนได้ของขวัญวันคริสต์มาสเป็นคะแนนแกทแพท 
บางคนคะแนนออกมาดีก็ดีไป คนที่ได้คะแนนเน่าก็อย่างที่รู้ๆกัน....อดรับตรงหลายที่รัวๆ
หนึ่งในนั้นก็เป็นเราค่ะ อดรับตรงคณะที่อยากเข้าไปหลายที่เลยเพราะคะแนนPAT1ไม่ถึงเกณฑ์

และนี่คือภาพคะแนนโดยรวมค่ะ เราเป็นเด็กภาษาที่ไม่สอบPATภาษาเพราะเข็ดแล้วกับด้านนี้ 5555
คะแนนมันเลยค่าเฉลี่ยมาทุกตัวก็จริง แต่PAT1ก็ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของหลายๆที่อยู่ดี
กำหนดมาต้องเกิน60บ้าง เกิน70บ้าง หน้าซีดไปเลยค่ะ อะไรจะตั้งกำแพงกันสูงขนาดนี้
ทำให้ต้องแอบไปร้องไห้อยู่บ่อยๆ ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากไปสอบใหม่และรอรอบแอดฯ
วิชานี้คนที่คิดทุกข้อจริงๆก็มี แต่เดาเกือบหมดก็เยอะ เลยคิดว่าค่อนข้างไม่แฟร์
ส่วนแกทเชื่อมโยงก็พลาดไปนิดหน่อย แกทภาษาอังกฤษทำได้อยู่บ้าง
มันสนุกตรงวิทยาศาสตร์นี่แหละ 55555 ทำแล้วรู้สึกสบายใจกว่าเลขเยอะ ไม่คิดอะไรมากเลย
ยอมรับว่าเดาเคมีไปเยอะมากเพราะไม่ได้จริงๆ หมวดอื่นพอได้อยู่ ชีวะเอยอะไรเอย
ไม่ถึงครึ่งก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่เพราะโอกาสใช้มีน้อยมาก แต่อันที่ต้องใช้กลับเน่าซะไม่มี
อยากสลับคะแนนPAT2กับPAT1มาก ไม่งั้นคงผ่านเกณฑ์แบบฉลุย ไม่ก็ยื่นPAT2แทน
ไปไม่เป็นเลยค่ะทีนี้ ไม่อยากจะผิดหวังจนชินหรอกค่ะ มันไม่ใช่เรื่องดีเลย
สุดท้ายจะได้ไปเรียนที่ไหนไม่มีใครรู้ แต่ต้องสู้ให้ถึงที่สุดใช่มั้ย ><
สงสัยถ้าสมหวังไปหมดทุกอย่างชีวิตคงง่ายไปและไม่มีภูมิคุ้มกันละมั้ง เลยโดนซะอ่วมเลย
การแข่งขันมันสูงจริงๆ ต่อจากนี้ไปคงต้องขยันให้มากกว่านี้แล้ว นั่งเฟลไปก็เท่านั้น

ขอจบการระบายแต่เพียงเท่านี้ค่ะ เขียนไม่เยอะเพราะจุกอยู่ ช๊อคกับเกณฑ์ขั้นต่ำ 55555
เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังเจอปัญหาเดียวกันนี้ เราจะผ่านมันไปด้วยกันเนอะ :D

**วันนี้สิคะคุณผู้ชม จะมาเพิ่มเติมคะแนนรอบ2 จริงๆว่าจะทำนานแล้วแต่ลืม 55555
รอบ2ไปแก้ PAT1 ตัวเดียวค่ะ เพราะเน่าอยู่อันเดียว นอกนั้นรู้สึกพอใจแล้ว
คะแนนอัพขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อาจจะเป็นเพราะรอบนี้ไม่กลับไปแก้อะไรใดๆก็ได้มั้ง
อีกอย่างคือไม่เครียดเลย ไปแบบอารมณ์ดีมาก แถมไปสายด้วยมั้งรู้สึก -_-
ก็นั่นแหละค่ะ คะแนนตัวนี้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำของรับตรงหลายๆที่ แต่ไม่ทันแล้วไง
คะแนนที่ใฝ่ฝันนี้ได้มาโดยไม่ตั้งใจ และใช้ไม่ทันอีกเช่นเคย เห้ออออ 55555
ว่าจะไปเสี่ยงรอบแอดมิชชั่นดู มาดูกันว่าคะแนนเท่านี้จะติดอะไร จะใช่คณะที่ฝันหรือไม่
หรืออาจจะไม่ติดอะไรเลยก็เป็นได้ เดี๋ยวจะมาอัพเดทอีกทีหลังประกาศผลแอดฯ 
ไปแล้วบ้ายบายยยยยยยยยย

OpenBag: ของฝากจากทริปยุโรปโรแมนติก (สวิส, ออสเตรีย, เยอรมัน)

มหกรรมอวดของช้อปกลับมาอีกแล้วค่ะ เพิ่งกลับมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง
คราวนี้ได้ของมาไม่เยอะค่ะ เพราะไม่ค่อยเจอที่ช้อปและก็มีเรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นมากมาย
เดี๋ยวหิมะตกรถติดกว่าจะถึงที่หมายก็ร้านปิดหมดแล้ว วัยรุ่นเซ็ง -_-
พอมีโอกาสได้ช้อปปุ๊ปก็คว้าใหญ่เลยค่ะ ไปสวิสก็ไม่ได้แลกฟรังก์สวิสมา จ่ายยูโรหมด
จนมาคำนวนดูอีกทีอ้าวจ่ายยูโรมันคิดแพงกว่านี่หว่า แต่ก็ไม่เป็นไรนิดๆหน่อยๆ
มาดูกันเลยดีกว่าว่าได้อะไรมาบ้าง :D

Ferrero Giotto
ซื้อที่ GALERIA Kaufhof ค่ะ  ตรงชั้นล่างที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ช็อคโกแลตเต็มไปหมดเลย 
แต่เห็นอันนี้คนซื้อกันเยอะ ราคาก็ถูกด้วย เลยลองซื้อมาบ้าง ซื้อมา4ถุงกับอีก2อันที่เห็น
พอได้ลองกินแล้วรู้สึกไม่อยากเอาไปแจกแล้ว อยากเก็บไว้กินเองมากกว่า 55555 ก็มันอร่อยนี่หน่า

 เวเฟอร์ Wanner
เป็นเวเฟอร์ที่อร่อยที่สุดในสามโลก 55555 มาออสเตรียทั้งทีไม่ซื้อไม่ได้เลย 
ถ้าพลาดไม่ได้ซื้อที่ออสเตรียก็ไม่ต้องเสียใจ ที่เยอรมันก็ยังพอหาได้บ้าง
เห็นมันลดราคาอยู่ที่ BILLA เลยซื้อมา2แพ็ค เอามาแจกเพื่อนแพ็คนึงกินเองแพ็คนึง (เยอะไปปะ)

แปรง eye liner da Vinci
ซื้อที่ douglas สาขาใกล้ๆบ้านโมสาร์ทค่ะ 55555 ไม่ไปดูบ้าน แต่มาซื้อของซะงั้น
ตอนซื้อก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ แค่คิดว่าเออแปรงอันนี้ยังไม่มีเลยหยิบมา (นิสัยเสีย -3-) 

Nivea Refreshing Facial Cleansing Wipes
อันนี้ซื้อที่ Duty free สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต คือจะเอาไปใช้เช็ดเครื่องสำอางบนเครื่องบิน
ที่เอามามันจะหมดห่อแล้วเลยอะๆซื้อก็ได้ อีกอย่างคืออยากใช้แบงค์ย่อยให้หมดด้วย 55555
เช็ดสะอาดมาก ไม่แสบตาเลยเวลาเช็ดมาสคาร่า แต่แสบตาคนอื่นเวลาได้กลิ่นซะงั้น กลิ่นแรงไปนิด

DKNY Be Delicious
ซื้อที่ Duty free สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตเหมือนเดิม มันมีโปรแพ็คคู่52ยูโรอยู่ค่ะ
เพื่อนพ่อฝากซื้อขวดนึง อีกขวดนึงเลยเป็นของเราไปเลย ฮี่ๆ

Victorinox Evo Wood 14
ทริปนี้ตั้งใจมาซื้อมีดพับมาก ทีแรกจะซื้อสีแดงยอตฮิตแต่พอมาเห็นแบบไม้แล้วชอบมากกว่า
เลยได้อันนี้มา ข้างในมีครบทุกอย่างที่อยากได้ ซื้อที่ร้าน Kirchhofer ราคา 52 CHF 
มาสวิสทีเหมามาแทบทุกแบบทั้งอันเล็กอันใหญ่แบบการ์ดแบบปากกาซื้อมาหมดค่ะ รวมๆแล้วเกินโหล

Longchamp Le pliage หูสั้น size m (ถ้าจำไซส์ไม่ผิด)
ซื้อที่สวิสอีกเช่นเคยค่ะ หัวหน้าทัวร์รอแจกคูปองส่วนลดอยู่หน้าร้านเรียบร้อย 55555 (ลืมชื่อร้าน)
เค้ารีบบอกเลยในนี้มีลองชอมนะคะ วินาทีนั้นเหมือนโดนอะไรเข้าสิง รีบเดินเข้าไปอย่างไม่รอช้า
คือมันมีแบบอยู่ในใจอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะเอาสีอะไรดี เลยเลือกน้ำเงินกับชมพูมาอย่างละ1 แหะๆ
ตีเป็นราคาไทยคือ2ใบอยู่ที่ประมาณ4,7xx ไม่แพงๆ :D

COCCINELLE ไม่รู้ชื่อรุ่นอีกเช่นเคย
ซื้อที่ GALERIA Kaufhof เหมือนเดิม เข้าไปหยิบๆถือๆเปิดดูนู่นนี่นั่นแล้วชอบมาก สีโคตรแจ่ม
ราคาก่อนทำ tax refund คือ 399ยูโร ค่อนข้างน้ำตาเล็ด... ได้ภาษีคืนมา42ยูโร ก็ยังแพงอยู่ดี
แต่ก็นานๆทีไม่เป็นไรหรอกมั้ง อย่าด่าเค้าเลย อ่ะเค้าได้งบมาซื้ออออ //โดนตบ

ก็นะ ได้ของมาน้อยแต่หมดเงินไปมากกว่าทริปที่แล้วอีก อะไรเนี่ย 55555
ช้อปไม่ค่อยสนุกแต่เที่ยวสนุกจริงๆ ไปแปปเดียวแต่หลายฤดูมาก หิมะตก แดดออก ฟ้าครึ้ม ฝนตก
แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่หนาว ต้องใส่เสื้อกันหนาวหนาๆเดินอ้วนมันทุกวัน (พอถอดก็อ้วนอยู่ดี)
ไม่มีคำว่านอนไม่หลับเลยเพราะวันนึงเที่ยวเหนื่อยมาก นั่งรถนานจนปวดเข่า แต่ก็ประทับใจ
ขอจบการเม้าท์มอยและโอ้อวดเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ -/\-

12.04.2014

Diary: แชร์ประสบการณ์สอบข้อเขียน+สัมภาษณ์ที่MUIC

สวัสดีอีกครั้งฮับบบบ เพิ่งจะว่างมาเขียนหลังจากที่หัวฟูกับการสอบแกทแพทเมื่อไม่นานมานี้ 5555
พอมานั่งดูตารางสอบแล้วก็ได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่ฉันจะว่างวะเนี่ย ฮือออออ T^T 
โอเคเลิกบ่นก่อนแล้วมาเข้าเรื่องกันดีกว่า สรุปแพรติดPC2ที่มหิดลอินเตอร์ค่ะ 
ยืนยันสิทธิ์ไปแล้วเรียบร้อย ไม่รู้ว่าพูดได้เต็มปากหรือยังว่ามีที่เรียนแล้ว 55555
กว่าจะผ่านมาได้นี่คืออุปสรรคเยอะมาก เรียกได้ว่าวุ่นวายตั้งแต่ตอนเปิดรับสมัครเลยดีกว่า
เราเลือกจะกรอกข้อมูลในเว็บค่ะ แล้วค่อยไปยื่นเอกสารต่างๆที่วิทยาลัยอีกที
และแล้วก็กรอกข้อมูลผิดๆถูกๆด้วยความรีบจนต้องไปแก้ตอนวันที่ไปยื่นเอกสาร
วันที่ไปยื่นเอกสารก็ตื่นสายอีก ตื่น11โมงออกจากบ้าน11โมงครึ่ง ที่คิดไว้ว่าจะนั่งรถเมล์ไปเรื่อยๆก็ต้องยกเลิกแล้วต้องโบกแท็กซี่ไปแทน ดีที่ไปถึงก่อนเที่ยง 5555 (โชคดีบ้านใกล้)
ก็ยื่นเอกสาร รับบัตรสอบ และได้ตัวอย่างข้อสอบมาให้ลองทำดูตอนว่างๆ
ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรค่ะ ไปเรียนmathเพิ่ม2ชม.และนั่งทวนทุกอย่าง3ชม.ในวันก่อนสอบ
เรียกได้ว่าเตรียมตัวมาน้อยมากๆ คือยังสบายๆอยู่ 55555 วันไปสอบก็ไปสายสุดในกลุ่มค่ะ
คนอื่นมาถึงกันตั้งแต่เช้าตรู่ นี่ไปถึงครึ่งชม.ก่อนสอบ ไปถึงก็หาห้องน้ำเข้า ไม่อ่านอะไรเพิ่มแล้ว
แล้วก็ไปที่ตึกที่จะสอบ ตอนแรกหาห้องไม่เจอ มารู้ทีหลังว่าไปผิดฝั่ง โวะ -_- ให้ตายเถอะ
ช่วงเช้าจะสอบTOEFLค่ะ บรรยากาศตึงเครียดมาก ห้องเงียบ มีข้อสอบวางแหมะอยู่ตรงหน้า
ฟังระเบียบการนู่นนี่นั่นแปปนึงแล้วก็เริ่มสอบค่ะ จะมีตัวจับเวลาฉายอยู่ด้วย ทำให้เรากดดันมากๆ
พาร์ทฟังมีสติหลุดบ้างตามประสา พาร์ทอ่านกับerrorทำไม่ทันนิดหน่อยประมาณเกือบ10ข้อ (นิดหรอ)
ก็เดินสติหลุดออกมาเจอตัวเงินตัวทองตัวเบ้อเร่อหน้าตึก ทีนี้แหละสติกลับเลยค่ะ 55555
มากินข้าวกลางวันเสร็จก็ไปสอบmathกับwritingต่อ อาการง่วงไม่มีเลย ตื่นเต้นล้วนๆ
จำไม่ได้ว่าสอบอะไรก่อนแต่รู้ว่าmathทำช้อยส์ได้ พาร์ทเขียนแสดงวิธีทำได้แต่หาคำตอบไม่ได้ (กาก)
ส่วนwritingก็นั่งตะลึงกับหัวข้อประมาณ1นาทีแล้วค่อยเลือกหัวข้อที่พอแถได้ไป เขียนไป3แผ่น
พอสอบเสร็จก็ไม่อยากคุยกับใครเลย ถือกระเป๋าเดินออกมาจะกลับลูกเดียว 55555
ขึ้นรถมาพ่อแม่ก็ถามว่าเหนื่อยมั้ย แล้วก็พาไปกินสเต็กแก้เครียด ฮี่ๆ

รอผลประมาณ3อาทิตย์ พอถึงวันประกาศก็ตื่นเต้นนะแต่ก็ไม่ซีเรียสถ้าไม่ติดอะไรเลย (ก็ดูทำเข้าสิ)
ปรากฏว่าติดPCและได้ไปสัมภาษณ์บ่ายวันศุกร์ก่อนสอบแกทแพทค่ะ ดีใจมากกกกกก
ก็เลยถือโอกาสลาวันพฤหัสเพิ่มเลยเอาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบ (จริงๆนะตัว '3')

วันสัมภาษณ์ไปถึงก็บรรยากาศตึงเครียดอีกแล้ว เครียดอะไรกันเยอะแยะ 55555
แพรได้เป็นคนแรกของกรุ๊ปค่ะ งานเข้าเลยทีนี้ เลยคิดแบบนี้อีกที "ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
ตอนรอหน้าห้องเจออาจารย์ฝรั่ง2คนที่จะมาสัมภาษณ์เราก็ยิ้มให้และgood afternoonเค้าไป
พอถึงเวลาเข้าไปสัมภาษณ์ดันไปgood morningใส่เค้าซะอย่างงั้น สมองกลับหรือเป็นบ้าไปแล้วฟะ
เค้าก็แก้ให้แล้วก็เริ่มถามคำถามค่ะ ไม่มีคำถามเกี่ยวกับmajorที่เลือกเลย วัดความคิดเราล้วนๆ
ก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ค่อยเป็นประโยคเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นdead airปล่อยห้องเงียบ
กลับมาขึ้นรถด้วยหน้านอยด์ๆเหมือนเดิมแล้วก็ไปเดินเซ็นทรัลศาลายาต่อ (นั่นเครียดแล้วเหรอ)

พอประกาศผลสัมภาษณ์ปุ๊ปก็อย่างที่บอกค่ะ ติดPC2 ตอนแรกว่าจะไม่เอา
แต่พอมาคิดดูดีๆ เฮ้ มันดีกว่าไม่มีที่เรียนเลยนะ ก็เลยยืนยันสิทธิ์ไป
ก็อยากจะฝากไว้ว่าอย่าทำตัวแบบเราที่ไม่เตรียมตัวอะไรเลย เต็มที่กับมันที่สุดดีกว่า
เดี๋ยวรอคะแนนแกทแพทออกจะมาเม้าท์อีก วันนี้ไปแล้วค่ะ บ้ายบายยยย

11.12.2014

Diary: แชร์ประสบการณ์สอบทุนรัตนมงคลที่ม.หอการค้าไทย

จริงๆมันสอบไปสักพักนึงแล้วแต่เพิ่งมาเล่าเพราะรอให้แน่ใจว่าติด/ไม่ติดจริงๆ
สุดท้ายก็อย่างที่รู้กันนะคะ ไม่ติดค่ะ 55555 แต่จะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกัน
เริ่มจากการไปถึงที่มหาลัยเช้าพอสมควร พ่อแม่มาส่งแล้วก็กลับ ไม่นั่งรอ
เพราะเค้าบอกว่าถ้านั่งรอเนี่ยเราจะไม่รู้จักหาเพื่อน จะคิดว่าแบบยังไงก็ได้ไปนั่งกับพ่อแม่ก็ได้งี้
แถมกลัวว่าเราจะกดดัน เลยแค่มาส่งแล้วก็กลับบ้านไป (ไกลมากกก) แล้วตอนเย็นค่อยมารับอีกที
พอไปถึงเห็นคนต่อคิวกันเยอะมากกก นี่ก็งงเลยถามเค้าว่าทำอะไรกัน เค้าก็บอกว่านี่คือต่อคิวลงทะเบียน 
ทุกคนต้องมาลงชื่อยื่นเอกสารตรงนี้ก่อน แต่ละแถวก็จะมีบอกว่าลำดับที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่
ดูดีๆอย่าไปต่อผิดแถวนะคะ เพราะทำมาแล้ว -_- 55555 วาร์ปแทบไม่ทัน
ก็ต้องไปติดรูปให้เรียบร้อยก่อนเพราะไม่ได้ติดมาจากบ้าน กาวก็ไม่มีอีก เลยยืมคนที่มาสอบเหมือนกัน
แล้วก็เลยได้คุยกันว่าแบบไปสอบที่ไหนมาบ้าง อะไรยังไง แล้วก็ได้รู้จักกันค่ะ
ไอ้เรารู้สึกแบบ เห้ยขนาดแค่นี้ยังไม่พร้อมเลย นี่เราเตรียมอะไรมาบ้างวะชีวิต
ขนาดเงินยังเอามาแค่60บาทเพราะลืมขอพ่อแม่ หึหึหึหึ

พอถึงเวลาเริ่มสอบก็ไปดูผังข้างหน้าห้องว่าเลขที่ไหนแถวไหนอยู่ตรงไหน แล้วก็ไปนั่ง
เวลาสอบไม่ได้สอบแบบกาลงกระดาษนะคะ เป็นแบบกดปุ่มตอบเอา จะมีโจทย์ขึ้นมาตรงโปรเจกเตอร์แล้วก็ต้องกดตอบให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ย้อนกลับไม่ได้แล้วนะเออพลาดแล้วพลาดเลย
ไม่ต้องกลัวมันใช้ไม่ยากค่ะ มีคู่มือมาให้ และก่อนสอบทดสอบระบบนานพอสมควรว่าใช้ได้ทุกเครื่องไหม
แบบนี้ก็ดีนะคะ พอเริ่มสอบจะได้ไม่มีปัญหา หรือถ้ามีก็ให้รีบยกมือบอกอาจารย์ เค้าจะมาดูให้ค่ะ
แล้วถ้าใครมองโจทย์ไม่เห็นก็เปลี่ยนที่นั่งได้ ก็ถอดเครื่องมาด้วยเพราะมันจะมีชื่อกับข้อมูลของเราอยู่
จำแนวข้อสอบไม่ค่อยได้ แต่มีอยู่3ส่วนมั้ง อังกฤษ คณิตศาสตร์และการให้เหตุผล 
(ปล.เราสอบคณะบริหารธุรกิจ ข้อสอบอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละคณะ)
จะบอกว่าพาร์ตการให้เหตุผลพยายามเก็บคะแนนให้ได้เยอะๆนะ เพราะไม่ยากเลย
มันจะเป็นประมาณแบบ ให้รูปมา4รูป รูปต่อไปน่าจะเป็นรูปอะไร แล้วก็หาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันงี้
ภาษาอังกฤษไปฝึกทำ error มาเยอะๆและจับเวลาด้วย เพราะข้อนึงให้เวลาไม่กี่วินาทีเอง
ส่วนคณิตศาสตร์น่ะเหรอคะ พยายามคิดเลขให้ไวค่ะ ไม่ให้ใช้เครื่องคิดเลขด้วย ทดลงกระดาษอย่างเดียว
ถ้าเรื่องไหนไม่เคยเรียนให้มั่วโลด ไม่ก็ลองคิดโดยใช้ทุกสูตรที่มีอยู่ในหัว 

พอสอบเสร็จปุ๊ปก็จะมีให้พักกินข้าว และรอประกาศผลข้อเขียนในบ่ายวันนั้นเลย
เราก็เลยไปซื้อขนมที่เซเว่นกินแล้วก็เจอเพื่อนเมื่อเช้ากับเพื่อนอีกคน เลยไปนั่งเกรียนด้วยกัน รอผล
รอนานมากค่ะ แล้วประกาศพวกคณะสายศิลป์ก่อน คณะสายวิทย์รอต่อไป 
แล้วก็มีการบอกว่าถ้าติดหมด3คนจะมากระโดดสะพานด้วยกัน 55555 แล้วก็เฮฮากันไปเรื่อยเปื่อย
พอประกาศคณะสายวิทย์ปุ๊ป กลุ่มเราก็เฮกันไปค่ะ คนมารุมกันที่บอร์ดแทบจะทับกันตาย
เลยส่งหน่วยกล้าตายไปถ่ายรูปรายชื่อมา ดันไม่บอกชื่อด้วยนะ บอกแค่รหัสประจำตัว 
นี่ก็เลยต้องเข้าไปดูในเน็ตอีกทีแล้วก็เทียบเอา สรุปคือเราผ่านค่ะ ตอนนั้นดีใจน้ำตาแทบไหลมาก
ส่วนเพื่อนอีกคนนึงไม่ติดก็เลยกลับบ้านไป เสียดายยย TT เค้าคัดออกเยอะมากนะคะ ต้องระวัง
แล้วเรากับเพื่อนเมื่อเช้าก็ขึ้นไปรอสอบสัมภาษณ์กันค่ะ รอกันค่อนข้างนาน เราไม่มีพอร์ตไปนะคะ 
คือคนอื่นส่วนใหญ่เค้าทำไปกันหมดอะ รู้สึกแบบเอาละ ไม่น่าจะได้ละทุนนี้ ทำใจรอไว้แล้ว 
แต่เราพกความจริงใจไปเต็มเปี่ยมนะเออ พร้อมตอบทุกคำถาม สู้เว้ย!! 555555
พอถึงคิวเราเข้าไปอาจารย์ยิงคำถามรัวมากเพราะไม่มีพอร์ต (เพราะฉะนั้นทำมาเถอะจ้ะ จะได้ไม่เหนื่อย)
มีเงิบบ้างนิดหน่อยแต่ก็ตอบทุกคำถาม แต่ละคำถามค่อนข้างจะลองใจเรา
ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดีนะ แค่พูดว่าอาจารย์จะลองใจเรา ไปคิดกันเอาเอง
แล้วก็ถามเรื่อยเปื่อยทั่วไป ถามเป็นภาษาญี่ปุ่นบ้างเล็กน้อย (เราเรียนสายญี่ปุ่นมา)
พอจบปุ๊ปเราก็ออกมารอเพื่อน พร้อมทำหน้าเสียใส่แล้วบอกว่าเห้ยแกเราโดนยิงรัวเลยว่ะ 55555
พอเพื่อนเราเข้าไปจนออกมาปุ๊ปเค้าบอกอาจารย์คุยดีมาก ดีจนน่าแปลกใจ
นี่ก็คิดว่าอ้าว แล้วทีนี้ใครล่ะที่จะติด แล้วก็กลับบ้านไปรอผลค่ะ ระหว่างนั้นนี่เครียดหน้าย่น

หลังจากนั้น3วันผลก็ออก เพื่อนเราติดตัวจริงค่ะ ส่วนเราติดตัวสำรองอันดับ9....จาก10คน
บ้าไปแล้วค่ะเห้ยยยยยย กลับบ้านมาร้องไห้ไม่หยุดเลย จริงอยู่ที่ยังมีโอกาส แต่มันริบหรี่มาก
พลาดตรงสัมภาษณ์ชัวร์แบบไม่ต้องสงสัยอะไรใดๆ ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลยค่ะตอนนั้น
ไม่เรียน ไม่อ่านหนังสือ เอาแต่นั่งเหม่อ กลับบ้านมาก็ร้องไห้ ใครชวนไปเที่ยวไหนไม่ไป 
เป็นแบบนี้อยู่อาทิตย์นึงเลย ใครจะหาว่าเว่อร์ก็ได้ แต่ไม่เจอเองไม่เข้าใจหรอกค่ะ
จนมาถึงตอนนี้ที่เค้าไม่โทรมาเรียกตัวสำรองถึงอันดับเราเลย ก็พอทำใจได้แล้ว
เพราะรู้มาว่าคนสละสิทธิ์น้อยมาก แหงล่ะสิขึ้นชื่อว่าทุนอะเนอะ ใครๆก็อยากได้
พ่อแม่ก็ให้กำลังใจว่าฝ่าฟันมาถึงขั้นนี้ได้ก็เก่งมากแล้ว ไม่เป็นไรหรอก
ฉะนั้นคนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง~ 55555 เดี๋ยวไปเตรียมลุยสนามสอบอื่นแล้วจะเอามาแชร์อีกนะคะ
อยากถามอะไรก็คอมเม้นท์มาได้เลย เพราะนี่ถือว่ายังเล่าไม่ละเอียดมากเท่าไหร่ ฮี่ๆ
ไปอ่านหนังสือเตรียมสอบต่อแล้วค่ะ บ้ายบายยย :D

9.12.2014

Diary: ความสุขง่ายๆของผู้หญิง(?)คนหนึ่ง

ทั้งการบ้านทั้งสอบเต็มไปหมด เพิ่งจะว่างมาเขียน ฮือออ T_T
ก็เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Bobbi Brown ชวนไปลองแป้งตัวใหม่มา
ได้เวลาแต่งหญิงอีกแล้วสินะ 55555 ก็เลยเลือกเดรสสีชมพูมาใส่ค่ะ
(ปล.ทั้งแต่งหน้าทั้งแต่งหญิง ไม่คุ้นตัวเองอย่างแรง)

พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ตัดสินใจเดินจากพารากอนไปเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
เดินเอาล้วนๆมีวิ่งสลับบ้างเล็กน้อย ที่แต่งหน้าไว้เยิ้มหมดเลย 55555
 พอมาถึงก็เดินเล่นสำรวจนิดๆหน่อยๆ ไปเปลี่ยนสมุดบัญชีที่กสิกร ไปเดิน sephora
แล้วก็รู้สึกหิวอย่างรุนแรงแล้วไม่รู้จะกินอะไรดี งบก็มีไม่มาก
สุดท้ายตัดสินใจเดินเข้า Dean & Deluca ที่บ่ายๆแล้วคนก็ยังเยอะพอสมควร
เพิ่งรู้ว่าที่นี่นั่งโต๊ะแล้วสั่งได้ ไม่ต้องยืนสั่งหน้าเคาท์เตอร์
เราก็สั่ง caramel macchiato กับ spaghetti carbonara มา
ค่าเสียหายรวม 380 บาท รูดบัตรเองเพราะเกินงบ =_= แต่ยอมเพราะอร่อยจริงๆ

พอถึงเวลาจะกลับบ้าน ที่บ้านปล่อยให้กลับเองค่ะ ไม่มีใครออกมารับเพราะรถติด
แบบนี้ก็เงิบสิ เพราะกว่าจะถึงบ้านต้องขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อเรือต่อรถอีก โหหหห
นั่งงอแงซักพักแล้วถึงยอมกลับค่ะ ก็มาเปลี่ยนเป็นชุดป้าที่บีทีเอสบางหว้าแล้วก็ขึ้นเรือกลับ
กว่าจะถึงบ้านนี่เหนื่อยสุดๆไปเลยค่ะ แต่พอได้มาทบทวนสิ่งที่ทำตั้งแต่เช้าแล้วก็รู้สึกแฮปปี้
แล้วก็ค้นพบแล้วว่าความสุขมันอยู่ตรงนี้นี่เอง แค่แต่งหญิงไปหาอะไรอร่อยๆกินคนเดียว
ชีวิตเด็กโสดมันก็ดีอย่างนี้ แต่อย่านานเกินไปเลยนะ 55555 เดี๋ยวเฉากันพอดี
แต่ถ้ามีคนเข้ามาทำให้เฉากว่าเดิม ก็สู้อยู่แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ จริงไหม? ><
ช่วงโสดไม่ใช่เวลามานั่งเฉาค่ะ ควรจะกอบโกยความสุขให้ได้เยอะๆ 
ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอยู่กับตัวเองให้มากๆ ช่วงที่เราไม่โหยหามันจะชอบมีเข้ามาเองตลอด
แปลกเนอะ ทีเราดิ้นรนแทบตายกลับได้แต่นั่งตบยุง 555555
มีแฟนมันก็มีความสุข แต่โสดก็มีความสุขไปอีกแบบ ส่วนตัวชอบทั้งสองแบบ ฮ่าๆ
ก็ขอจบการเม้าท์มอยแต่เพียงเท่านี้กัน สวัสดีค่ะ

7.14.2014

OpenBag: เปิดถุงช้อปเครื่องสำอางจาก Bobbi Brown

จำกิจกรรม NIVEA Make Up Clear Blog Contest วันนั้นได้ป่ะ
เออแพรชนะว่ะ 55555 ยินดีกับเราหน่อย เฮ้~~ //โดนปารองเท้า T^T
ก็ได้รางวัลเป็นคอร์สแต่งหน้าและ voucher 9,000 บาทเอาไว้ซื้อเครื่องสำอางที่ Bobbi Brown
ขอบคุณนัฟแนงกับนีเวียมากๆเลยนะคะ ดีใจสุดๆไปเลย ไม่คิดว่าจะได้ ><
ถึงขั้นลงทุนแต่งหญิงครั้งแรกไปที่เคาน์เตอร์ Bobbi Brown เลยทีเดียว
ตอนเรียนแต่งหน้าก็แอบเกร็งนะ รู้เลยว่าตัวเองทำหลายอย่างผิดมาโดยตลอด
คือปกติมีอะไรก็โบกๆไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่ได้โปรเล๊ยยยย 555555
พี่เค้าก็สอนเราทุกอย่างตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมผิว ลงรองพื้น คอนซีลเลอร์ อายแชโดว์ บลาๆๆ
แล้วก็กันคิ้วให้เราใหม่ซะสวยเลย ขอบคุณมากนะคะ -/\-
แล้วก็ถึงเวลาช้อปปิ้งกันแล้ว 55555 ก็เลือกจากสิ่งที่พี่เค้าแนะนำและใช้กับหนังหน้าเรานั่นแหละค่ะ
ไปดูกันเลยดีกว่าว่าเราได้อะไรมาบ้าง เริ่มที่หมวดสกินแคร์กันก่อนเนอะ

Vitamin Enriched Face Base (2,200 บาท)
ตัวนี้ใช้ทาตอนเช้าก่อนแต่งหน้าและกลางคืนก่อนนอน เนื้อมันจะข้นเหมือน body butter เลย
เพราะฉะนั้นควรจะเอามาวอร์มที่มือแปปนึงก่อนค่อยทาลงผิวหน้าไปนะคะ
มีกลิ่นหอมจากเกร๊ปฟรุตและเจราเนี่ยม  ให้ความรู้สึกว่าทาแล้วยุงจะไม่กัดหน้าแน่นอน 55555 แซวเล่น

Hydrating Eye Cream (1,900 บาท)
นี่คืออายครีมกระปุกแรกในชีวิตเราเลย
ตอนเช้าใช้ทาบริเวณใต้ดวงตาก่อนแต่งหน้า จะช่วยให้คอนซีลเลอร์เกลี่ยง่ายขึ้น
ก่อนนอนเราใช้หลังจากทาครีมบำรุงปกติเสร็จแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าถูกวิธีไหม 555555
และเราใช้นิ้วนางทาค่ะ ดูเหมือนดัดจริตนิดนึงแต่เห็นเค้าทำกันก็เลยเอาบ้าง .___.

ไปดูในส่วนของเมคอัพกันต่อเลย

Brow Kit สี Saddle / Mahogany 2 (2,000 บาท)
จากชะนีที่ใช้ดินสอเขียนคิ้วมาโดยตลอดได้ค้นพบว่าแบบฝุ่นเขียนง่ายกว่ามาก
และดูเป็นธรรมชาติกว่ากันเยอะ ก็เลยจัดมา 1 อันโดยเลือกสีที่ใกล้เคียงสีผมที่สุด
ข้างในมีแหนบกับแปรงให้ด้วย แต่แปรงแข็งไปนิด เลยใช้แปรงที่มีอยู่เขียนแทน
รู้สึกว่าหน้าตัวเองดูซอฟท์กว่าตอนเขียนสีดำมาก แต่คงเขียนได้แค่ตอนไปข้างนอก
ตอนไปรร.กลัวผิดระเบียบแล้วโดนฝ่ายปกครองลบคิ้ว หนักกว่าเก่าอีก =_=

No Smudge Mascara สี Black 1 (1,200 บาท)
หลายๆคนอาจจะคิดว่าซื้อมาสคาร่ามาทำไม ของ Drug Store ก็ดีเหมือนกันนี่
คืออย่างงี้ค่ะ ตอนลองปัดที่เคาน์เตอร์รู้สึกขนตาเราฟรุ้งฟริ้งกว่าของที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน
ในเมื่อดีกว่าแล้วจะรออะไร จัดมาเลย 555555

และสุดท้ายภูมิใจนำเสนอมาก Sand Eye Palette (2,900 บาท)
แม่คุณเอ๊ยยยอะไรจะสวยขนาดนั้น และทุกสีใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรองานแฟนซี
ซึ่งประกอบไปด้วย อายแชโดว์เนื้อด้าน 4 สี เมทัลลิค 2 สี และสปาร์คเคิลอีก 2 สี
จะใช้หมดเมื่อไหร่กันนะ คงต้องหันมาแต่งหน้าทุกเสาร์ซะแล้วสิ 55555

และด้วยความที่ยอดครบหมื่นพอดีเลยได้ Bobbi to Go มาด้วย
เป็นกระเป๋าเครื่องสำอางสีดำ
ข้างในมี Hydrating Face Cream, Hydrating Eye Cream และ Soothing Cleansing Oil ขนาดพกพา
ซึ่งเหมาะมาก เพราะเผื่อได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศอีก เราจะได้เอาสิ่งนี้ขึ้นเครื่องไป

แล้วก็ยังได้ passport ของ Bobbi Brown ด้วยที่ข้างในมีสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย
เช่น เรียนแต่งหน้าฟรี กันคิ้วฟรี 1 ครั้งงี้ คือรู้สึกปริ่ม T^T รอขนคิ้วยาวก่อนจะไปทำแน่ 55555
ซึ่งที่ตำมาทั้งหมดนี้ ลดไปลดมาแพรต้องจ่ายเพิ่มแค่ 180 บาทเองอะ คุ้มมากกกก
โอเคไม่รู้จะพูดอะไรละ 55555 จบการโอ้อวดแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ :p

4.16.2014

OpenBag : ของฝาก(ให้ตัวเอง)จาก Italy

หายไปซะนานเลย 55555 ไปเที่ยวอิตาลีมาค่า กลับมาตัวดำเลย
แดดแรงมากกก แต่สนุกดีได้เที่ยวทั้งเมืองที่อากาศหนาวและทะเลไปพร้อมกัน
มาพูดถึงเรื่องของฝาก(ตัวเอง)บ้างดีกว่า เริ่มที่เครื่องสำอางกันก่อนเลยเนอะ
นี่คือภาพรวม 5555 ไม่เยอะนะเพราะ drug store ที่โน่นมีน้อย
farmacia ก็เน้นพวกยากับเวชสำอางซะส่วนใหญ่เลยไม่อิน -_-
ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

(บน) Douglas Foundation Brush
(ล่าง) Prestige BRS-06
ขนมันนุ่มนิ่มดีทั้งสองอันเลย ราคาก็ไม่แพงมากด้วย
อันบนรู้สึกจะประมาณ7-8ยูโรนะคะถ้าจำไม่ผิด ซื้อที่ร้าน Douglas
ส่วนอันล่าง13ยูโรนิดๆค่ะ ซื้อที่ Autogrill 

Sephora 3D Precision Sponge
ฟองน้ำไข่เบลนด์รองพื้น อยากมีไว้ในครอบครองเฉยๆ 5555
ราคา9,90ยูโรค่ะ ไม่แพงมากเหมือนกัน

L'OREAL Nude Magique Blur Cream 
เป็นออกแนวเบสหรือไพร์เมอร์อะค่ะ ก่อนใช้ก็เขย่าก่อน
พอทาไปปุ๊ปมันจะแห้งๆลื่นๆ ไม่ได้เบลออะไรแต่อย่างใด แพงก็แพง
หลอดแค่นี้ราคาตั้ง13ยูโร ฮ่วยยย อารมณ์เสีย 5555
ปล.ตอนหยิบลืมดูราคา =__= ผิดเองแง้

Catrice Prime and Fine Smoothing Refiner
เค้าว่าดีเราก็ว่าดีค่ะ สอยมาแบบไม่ได้ลืมหูลืมตา 5555
ราคาจำยูโรไม่ได้แต่ประมาณ 260 บาทไทย ถูกกว่าไทย10บาท -_-
แต่เป็นไพรเมอร์ที่เนื้อค่อนข้างดีทีเดียวแหละ

Rimmel Stay Matte สี Translucent 
แป้งที่ทุกคนวอแวกันอย่างมากว่ามันดี
พอลองแล้วก็เฉยๆนะ แต่ก็โอเคอยู่ค่ะหน้าก็มันน้อยลงนิดนึง

L'OREAL Ciglia Finte Farfalla 
งานงอกตรงอ่านไม่ได้แปลไม่ออก -_-
พนักงานที่ Douglas เชียร์ให้ซื้อค่ะ บอกว่ามันดีนะยู
ใช้แล้วขนตายาวฟรุ้งฟริ้งเชียวแหละ ลดราคาอยู่ด้วยนะ
เราก็เลยโอเคๆเลทมีแฮฟดิสวัน 55555 ค่าเสียหาย9,90ยูโรค่ะ
รูปร่างแปรงแปลกตาดี ยังไม่ได้ลองใช้เลย

KIKO Definition Eyeliner
เป็นแบรนด์ของอิตาลีค่ะอันนี้ เห็นมีชาวอิตาลีเข้าไปวอแวกันเยอะก็เข้าไปบ้าง
หน้าร้านมีป้ายล่อตาล่อใจว่า Eyeliner แค่3,90ยูโรเองนะ
ก็ไปลองขีดๆดูอืมมมมมันก็ดีนะ เอาก็ได้แว้ :p

KIKO Super Colour Mascara สี 02
เห็นข้างๆมีมาสคาร่าสีๆเลยจะลองใช้ดู ราคาเท่าอายไลน์เนอร์เลยค่ะ
จริงๆคนที่เข้าร้านนี้ส่วนใหญ่จะมาวอแวกับยาทาเล็บกัน
แล้วก็เตือนไว้ก่อนว่าสีของรองพื้นที่นี่ค่อนข้างเข้มนะคะ เราลองแล้วมือดำเลย TT

Maybelline Baby Lips
ที่ซื้อเพราะอยากได้แพ็กเกจจิ้งแบบนี้ สวยมากกกกกกกกก
แต่ราคาก็จะแพงกว่าค่ะ ประมาณ200กว่าบาทแน่ะ
ซื้อมาสะสมไว้นานๆเจอที แหะๆ

(บน) Bottega Verde สี Fragola
(ล่าง) Bottega Verde สี Nude
ซื้อมาเพราะมันลดราคา 5555 ยี่ห้อนี้ออกแนวคล้ายๆอีฟโรเช่ค่ะ แต่เป็นของอิตาลี
สีมันก็ชัดดีค่ะ ซื้อมาเพื่อให้สบายใจเฉยๆว่ามี (นิสัยไม่ดี)
ราคา2,99ยูโรค่ะ

Bottega Verde Protective Colour Lipstick with Argan Oil 
สีสวยราคาถูก แถมไม่มีขายในไทย ต้องสอยมาให้อุ่นใจกันนิดนึง 5555
น่าสนใจตรงมันใส่ Argan Oil นี่แหละ ราคารู้สึกจะแค่4ยูโรเอง หิหิหิหิ

Bottega Verde Make-up Wipes with Chamomile Extract
ยังไม่ได้แกะไม่รู้ว่ามันดีมั้ย เห็นว่าลดราคาก็หยิบมา 5555
สเต็ปเดิมๆ ราคาก็ประมาณ5ยูโรค่ะ

Garnier Sensitive essential 
ดูจากสภาพห่ออันนี้ใช้จริงค่ะ ซื้อตั้งแต่วันแรกๆเลย
เช็ดมาสคาร่าเกลี้ยงดีค่ะตัวนี้ ไม่แสบตาด้วย ชอบๆ :D

The Body Shop Honey Mania Lip Balm
ซื้อที่ดิวตี้ฟรีสนามบินมิลาน เห็นมันน่าสนใจดีเลยสอยมา
กลิ่นหอมดีด้วยค่ะ ราคา5ยูโรถ้วน

M.A.C Studio Finish Concealer สี NC30
ไม่ได้ซื้อตามพี่โมเมพาเพลิน พนักงานที่เคาน์เตอร์เลือกสีนี้ให้ 55555
ตอนแรกจะซื้อ Nars Radiant Creamy Concealer แหละแต่ว่าเนื้อมันหนักมาก
ลงไปแล้วไม่เข้ากับเราเลย ชอบอันนี้มากกว่า ราคา15,20ยูโรค่ะ

มาเข้าหมวดกระเป๋ากันบ้างดีกว่าเนอะ
ไปดูกันเลยว่าได้อะไรมาบ้าง

COCCINELLE ไม่รู้ชื่อรุ่น 555555
ใบนี้ราคา 215 ยูโรค่ะแต่ได้คืนภาษีอีกจำนวนนึงก็ทำให้ถูกลงไปอีก
บางคนอาจจะคิดว่ายังเด็กอยู่ทำไมดัดจริตใช้กระเป๋าใบละเกือบหมื่น
เราเคยเห็นรุ่นไล่ๆกันใช้ใบละ5หมื่นนะเพราะฉะนั้นเราคิดว่าเรายังดัดจริตไม่มาก 5555
(ยืมคำพูดขุ่นแม่โมเมพาเพลินมานิดนึง)
สีสวยดีค่ะ ใช้เป็น everyday bag ได้ ทรงจะปรับให้เป็นแบบในรูปหรือจะพับเข้าก็ได้
ของจริงสวยเกินบรรยายค่ะ -/\- 

กระเป๋าสตางค์ MICHAEL KORS
ฝรั่งชอบหิ้วยี่ห้อนี้กันก็หิ้วตาม 5555 ปีที่แล้วเคยซื้อใบยาวสีแสดไปแล้ว
ทริปนี้พ่อเชียร์ให้ซื้อใบนี้อีกใบ สวยมากเงาๆวิบวับๆ
ราคา 59 ยูโรค่ะ :D

กระเป๋า crossbody จาก Accessorize 
พอซื้อกระเป๋าตังค์ใบข้างบนมาปุ๊ปต้องหาคู่ค่ะ 555
จนมาเจอใบนี้มันช่างเข้ากันดี๊ดี >< ราคาไม่แพง 15ยูโรกว่าๆค่ะ

ที่ใส่บัตรจากร้าน carpisa
ซื้อมาเพื่อเอาไว้ใส่บัตรสำคัญๆต่างๆค่ะ ราคา12,90ยูโร
จริงๆถ้าใครอยากได้กระเป๋าถูกคุณภาพดีแนะนำร้าน carpisa นะ
หาได้ทั่วไปในอิตาลีเลย มีแบบให้เลือกเยอะด้วย

หมดแล้วค่ะทั้งของฝากทั้งเงิน ในหมวดกระเป๋านี่เราต้องกดเงินมาคืนแม่ทั้งหมดนะคะ 5555
น้ำตาจะไหลจริงๆ T__T ขอแนะนำเกร็ดเล็กๆน้อยของอิตาลีนิดนึงเนอะ
ห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่เสียเงินหมดค่ะ ราคาตั้งแต่0,50-1,50ยูโร แล้วแต่ที่
และต้องระวังโจรขโมยมากๆ อย่าควักแบงค์ใหญ่อย่างแบงค์ร้อยหรือ5ร้อยขึ้นมาถ้าไม่จำเป็น
เพราะโจรจะเห็นและเดิมตามแล้วฉกกระเป๋าเราไปทันที โจรที่นี่มีหลายรูปแบบค่ะ
กระชากไปบ้าง เดินชนบ้าง ทำให้เราตกใจแล้วอาศัยจังหวะหยิบไปเลยบ้าง 
หลอกให้เราถ่ายรูปให้บ้าง โอ้ยยสารพัดแล้วแต่จะเจอค่ะ ต้องระวังตัวมากๆกอดกระเป๋าไว้แน่นๆ
แพรกลับมาโดยที่ทุกอย่างยังอยู่ครบค่ะ แต่ยาดมหายบนเครื่องบิน น่าเกลียดมั้ย -_-
ไปแล้วค่ะบ้ายบายยยย กราเซีย 55555